วาระแห่งชาติ การให้และการอาสาเพื่อสังคม

เมื่อวันที่ 30 มกราคมปีนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติว่า "การให้และการอาสาช่วยเหลือสังคมเป็นวาระแห่งชาติ" ซึ่งมีประเด็นหลักๆ เพื่อส่งเสริมและผลักดันความดีที่เป็นรูปธรรมให้เกิดขึ้นเต็มแผ่นดิน โดยทุกภาคส่วนร่วมกัน ทุกภาคส่วนนี้มีทั้งภาครัฐ ภาคสังคม และภาคธุรกิจ ภาครัฐกำลังปรับมาตรการต่างๆ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาการให้และงานอาสาสมัครเพิ่มมากขึ้น รูปธรรมแรกที่เห็นชัดเจนขึ้น เช่น การอนุญาตให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐลาไปทำงานอาสาสมัครโดยไม่ถือเป็นวันลาได้ 5 วันทำการ นั่นหมายถึงการเปิดโอกาสให้คนของรัฐเองได้สัมผัสกับการให้และอาสาช่วยเหลือผู้อื่นด้วยตัวเองเพิ่มขึ้น

ในขณะเดียวกัน ก็เชิญชวนให้ทุกภาคส่วนทำเช่นเดียวกัน นับเป็นโอกาสอันดีสำหรับพวกเราในภาคธุรกิจ ที่จะได้ร่วมมือกันทำดีให้เห็นชัดขึ้น และมากันได้ง่ายๆ เป็นรูปธรรม วิธีหนึ่งที่เลียนแบบนโยบายราชการได้ง่ายๆ คือ เราอาจอนุญาตให้พนักงานไปทำงานอาสาสมัครได้ 5 วัน โดยพนักงานยังได้รับค่าจ้างเหมือนปกติ ในแง่มุมของบริษัทนี่ก็เป็น "การให้" จากบริษัทเช่นกัน โดยสละเวลาของพนักงานให้ไปทำประโยชน์แก่สังคม นึกภาพง่ายๆ ว่า ถ้าทุกบริษัทมีนโยบายนี้ให้พนักงานไปร่วมทำงานอาสาสมัคร หรือมีโครงการช่วยเหลือส้งคมเพียงบริษัทละ 1 โครงการ แผ่นดินไทยจะสงบสุขมากขึ้นแค่ไหน

เวลาเราคุยกันเรื่อง "จิตอาสา" หรือการให้และอาสาช่วยเหลือสังคม เราอาจดูเหมือนเป็น "ผู้ให้" ซึ่งในทางปฏิบัติจริงแล้ว เราพบว่าผู้ที่ตั้งใจไปให้หรือไปอาสาช่วยเหลือผู้อื่นนั้น แท้ที่จริงเรานั้นได้รับกลับมากันมากมาย ตั้งแต่ความสุขใจที่เราได้ไปทำดี หรือทำสิ่งต่างๆ ให้ผู้อื่น การได้เรียนรู้ชีวิตที่เพิ่มขึ้นมากกว่าการทำงานในแต่ละวันของพวกเรา การได้สังคมที่น่าอยู่ขึ้นของเราเอง ฯลฯ ซึ่งเมื่อมองในแง่ของบริษัทแล้ว การเปิดโอกาสให้พนักงานของเราไปทำงานอาสาสมัคร หรือไปทำอะไรเพื่อ "ให้" แก่ผู้อื่นนั้น นอกจากจะได้ช่วยสังคมแล้วยังเป็นเครื่องมือการพัฒนาบุคลากรของเราเป็นอย่างดี ทั้งในด้านการพัฒนาศักยภาพส่วนบุคคล การพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างพนักงาน ฯลฯ ขึ้นอยู่กับการออกแบบกิจกรรม หรือกระบวนการควบคู่ไปกับการช่วยเหลือสังคมต่างๆ นี้ด้วย ซึ่งผู้เขียนเคยเล่าถึงในบทความที่ผ่านๆ มาแล้ว

นอกจากการที่บริษัทจะมีนโยบายให้พนักงานสามารถเป็นอาสาสมัครได้ 5 วันโดยไม่ถือเป็นวันลาแล้ว บริษัทเรายังสามารถบริจาคหรือทำบุญกันได้มากขึ้น ซึ่งก็เป็น "การให้" ในอีกรูปแบบที่ทำได้ไม่ยาก ในทางภาษีนั้นเราสามารถหักลดหย่อนภาษีได้ 2% จากรายได้ทั้งหมดมาเป็นค่าบริจาค แต่จากสถิติที่มีอยู่ในประเทศเราปัจจุบัน บริษัทห้างร้านต่างๆ ส่วนใหญ่ยังบริจาคไม่ถึง 2% ด้วยเหตุผลหลายประการ เป็นต้นว่ามีทางเลือกในการบริจาคที่หักภาษีได้น้อย ซึ่งตอนนี้มีความพยายามเพิ่มองค์กรสาธารณประโยชน์ให้เราเลือกช่วยเหลือได้มากขึ้นกว่า 600 องค์กร (http://www.rd.go.th/publish/29157.0.html) หรือถ้าไม่มั่นใจว่าจะบริจาคเข้าองค์กรใดดี เราอาจจะบริจาคเข้ากองทุน กสค. (กองทุนส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ) ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งเป็นกองทุนกลางใช้ในการช่วยเหลือสังคมก็ได้ (กองบริหารกองทุน กสค. โทร.0-2306-8695)

วาระแห่งชาติการให้และอาสาสมัครนี้ สอดคล้องกับกระแสที่เรียกว่า CSR : Corporate Social Responsibility หรือความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจระดับนานาชาติ หลายองค์กรที่ทำเรื่องดีๆ แก่สังคมอยู่แล้ว อาจช่วยกันเล่าเรื่องดีๆ หรือวิธีให้แก่สังคม ประสบการณ์แบบนี้ไม่เหมือนการทำธุรกิจปกติที่เราทำกัน มีองค์ความรู้เฉพาะอยู่ไม่น้อย แม้ว่าพวกเราจะถนัดเรื่องการบริหารจัดการ แต่โดยส่วนใหญ่มิติของสังคมหรือรายละเอียดที่เราจะไป "ให้" หรือช่วยเหลือสังคมนั้นยังอาจต้องศึกษาเพิ่มกันอีกนิดหน่อย ในส่วนนี้จะใช้หลักการจัดการองค์ความรู้ หรือ knowledge management ที่เราคุ้นเคยก็น่าจะได้

วิธีการจัดการความรู้ให้กับสังคมไปพร้อมๆ กัน วิธีหนึ่งที่พวกเราช่วยกันได้คือ คนที่เคยทำเคยมีประสบการณ์ ในการช่วยเหลือสังคม ไม่ว่าจะเป็นการให้หรือการจัดการอาสาสมัครต่างๆ ช่วยกัน "เล่าเรื่อง" ไม่ว่าจะในเวทีต่างๆ หรือการเขียนเรื่องที่เคยทำมา ไม่ว่าจะเขียนแนววิชาการ วิธีการ แนวคิด หรือแนวปฏิบัติการเช่น เขียนแบบ project management ออกมามี action plan ชัดเจนเพื่อให้คนอื่นทำตามได้ง่ายขึ้น วิธีการทำดี เราคงไม่ต้องมีลิขสิทธิ์ทางปัญญาใช่มั้ยค่ะ ใครพัฒนาอะไรกันไปก็แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันได้ เป็น organizational learning ระดับประเทศร่วมกัน (ให้ขอบเขตองค์กรของเราเป็นประเทศไทยแทน :)

ปีนี้นอกจากจะเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษาแล้ว น่าจะเป็นฤกษ์ดีที่ประชาชนชาวไทยทั้งหมดทุกคนสามารถรวมพลังกันอีกครั้งในการสร้างสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นในบ้านเราอีกครั้ง โดยการร่วมใจกัน "ให้" กัน แบ่งปันใส่ใจกัน หรือ "อาสา" ช่วยเหลือเจือจุนกัน ให้น้ำใจไทยหลั่งไหลชุ่มชื่นขึ้นอีกครั้ง สนใจสอบถามเพิ่มเติมเรื่องการให้และอาสาได้ที่ศูนย์ส่งเสริมการให้ และการอาสาช่วยเหลือสังคม (ศกอส.) โทร.0-2306-8951-2 โทรสาร 0-2306-8952

ที่มา คอลัมน์ การบริหารงานและการจัดการองค์กร  โดย ดร.มิชิตา จำปาเทศ รอดสุทธิ  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3875 (3075)