ข่าวประชาสัมพันธ์

โปรเจ็ค One Day on Earth

คุณเตรียมกล้องไว้หรือยัง? ไม่ต้องเป็นกล้องดิจิตอล HiDef หรือ 16 มม. (แต่ถ้ามีก็ดี) กล้องวีดีโอในมือถือคุณก็ได้
เพราะวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 (11/11/11) เป็นการกลับมารอบที่สองของโปรเจ็ค "One Day on Earth" โปรเจ็ค Crowdsourcing (แปลตรงๆคือการร่วมสร้างสรรค์ของกลุ่มคน) สุดอลังการที่ริเริ่มโดย Creative Visions Foundation และสับสนุนโดยองค์กรระหว่างประเทศเช่น ICRC และ สหประชาชาติ

 

จุดประสงค์ก็การรอบรวมภาพวีดีโอและภาพถ่ายภายใน 24 ชั่วโมงมาร้อยเป็นหนังสารคดีเรื่องหนึ่งที่ว่าด้วยชีวิตของมนุษยชาติในวัน หนึ่ง ที่มีทั้งสุข ทั้งทุกข์ปนกันไป ความรัก การดิ้นรนในชีวิตประจำวัน ครอบครัว 

โดยในปีที่แล้วนั้นมีคนส่งคลิปมาถึง 19,000 คน แต่แค่นี้ยังไม่พอ เพราะทางผู้จัดคิดว่าภาพที่ได้มายังไม่แสดงให้เห็นถึงชีวิตทั้งหมดในโลก อย่างแท้จริง 

 

ในปีนี้กลุ่มองค์กรกาชาดและเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ ในการร่วมมือกับ One Day on Earth ได้เปิดตัว section ใหม่ โดยการให้อาสา และบุคคลที่ทำงานด้านมนุษยธรรม ส่งคลิปวีดีโอเข้ามา เพื่อที่จะนำเสนอชีวิตในวันหนึ่งของงานมนุษยธรรม 

 

เพื่อนๆ ที่สนใจสามารถส่งคลิปที่ถ่ายภายในวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

สมัครได้ที http://www.onedayonearth.org/

วีดีโอที่รวบรวมมาทั้งหมดจะนำมาตัดต่อและฉายพร้อมกันทั่วโลกในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า

ที่มา: คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ

โครงการ ส.ค.ส. สุขคืนสยาม (We Wish Thailand)

ส.ค.ส. สุขคืนสยาม ( We Wish Thailand )

ปีใหม่นี้มาช่วยกันทำให้ประเทศไทยของพวกเรายิ้มได้อีกครั้ง ด้วยการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า นำกระดาษที่ใช้แล้วมาใช้ ใหม่อย่างสร้างสรรค์ เพื่อทำเป็น ส.ค.ส. ส่งความสุขให้กับประเทศไทย พร้อมเขียนอวยพรถึงสิ่งดีๆ ที่อยากให้เกิดขึ้นในปี 2555

มาร่วมกันทำให้ประเทศไทยเห็นว่าเราสามารถนำทรัพยากรของเขามาใช้ได้อย่างคุ้มค่ามากเพียงใด แม้จะเป็นการกระทำที่มีผล เพียงน้อยนิด แต่หากเราทุกคนช่วยกัน ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ประเทศไทยกลับมายิ้มได้อีกครั้ง

ส่งความสุขในแบบของคุณได้ง่ายๆใน 3 ขั้นตอน
1. หยิบกระดาษที่ใช้แล้วมาตัดให้เป็น “สี่เหลี่ยม” ขนาดประมาณสองฝ่ามือ
2. เขียนคำอวยพรถึงความสุข ที่อยากเห็น หรืออยากให้เกิดขึ้นกับประเทศไทยในปีต่อไป
(สามารถตกแต่งได้ตามความสามารถ)
3. ถ่ายรูป ส.ค.ส. ที่คุณทำมาพร้อมกับรอยยิ้มของคุณ
แล้วส่งมาให้เราพร้อม ชื่อ-ที่อยู่ ทาง facebook.com/designcle
หรือทาง อีเมล์ : designcle@hotmail.com

* จะมีการคัดเลือก 50 ส.ค.ส. ที่มีข้อความโดนใจที่สุด
เพื่อนำมาเป็นส่วนหนึ่งของ กิจกรรม ส.ค.ส. สุขคืนสยาม*

ในวันที่ 23 ธันวาคม 2554 - 6 มกราคม 2555
บริเวณทางเข้า ชั้น1 ศูนย์การค้าอัมรินทร์ พลาซ่า
ติดกับแมคโดนัล สถานีรถไฟฟ้าชิดลม

ส.ค.ส. ทุกชิ้นที่ท่านส่งเข้ามาร่วมสามารถนำไปรับของที่ระลึก
ได้ในงานเดียวกัน

ติดตามหรือสอบถามละเอียด เพิ่มเติมได้ทาง http://www.facebook.com/Designcle

ที่มา :  http://www.facebook.com/photo.php?fbid=317963244899989&set=a.31796321156...

มติครม การให้และการอาสา

มติคณะรัฐมนตรีวันที่ 30 มกราคม 2550
เรื่อง  การให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรอง เรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 1 ซึ่งมี หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล  รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ฯ ที่เห็นชอบข้อเสนอการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม  ตามมติคณะกรรมการส่ง เสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2549 วันที่ 4 ธันวาคม 2549 ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ ทั้งนี้ ให้ปรับปรุงแก้ไขข้อเสนอดังกล่าวในส่วนของมาตรการด้านการศึกษาให้เป็น ไป  ตามประเด็นอภิปรายของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 1 ก่อนการดำเนินการต่อไปด้วย  

มติคณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2549 วันที่ 4 ธันวาคม 2549 เรื่อง  ข้อเสนอการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม มีดังนี้

1. กำหนดเรื่อง  การให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม เป็นวาระแห่งชาติ โดยมีเนื้อหาประกอบด้วย การรณรงค์จิตสำนึกการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม     การขับเคลื่อนนโยบายและมาตรการต่าง ๆ ได้แก่ มาตรการด้านการเงินการคลัง มาตรการด้านการศึกษา และมาตรการที่เอื้อให้ประชาชน  เอกชน  และข้าราชการเข้าร่วมในงานอาสาสมัคร รวมทั้งการพัฒนากลไกในการส่งเสริมเรื่องการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคมทั้ง ในภาวะปกติและในภาวะวิกฤติ

2. ประกาศให้ปี พ.ศ. 2550  ซึ่งตรงกับวโรกาสที่พระบาทสมเด็จ       พระเจ้าอยู่หัวฯ  ทรงมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา เป็นปีแห่งการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม

3. มอบหมายให้หน่วยงานต่าง ๆ จัดกิจกรรมเพื่อตอบสนองต่อวาระแห่งชาติในเรื่องการให้และการอาสาช่วยเหลือ สังคม  รวมทั้งปีแห่งการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม โดยให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นหน่วยงานหลักในการ ประสานงานและส่งเสริมการดำเนินงานดังกล่าว

4. อนุญาตให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติงานอาสาสมัครโดยไม่ถือเป็น วันลาและให้ถือเป็นวันปฏิบัติราชการได้ไม่เกิน 5 วันทำการต่อปี และเชิญชวนภาคเอกชนให้พนักงานลาไปปฏิบัติงานอาสาสมัคร  ตามแนวทางการให้ข้า ราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ   เจ้าหน้าที่ของภาคเอกชนได้ปฏิบัติงานอาสาสมัครที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน สังคมและประเทศชาติโดยไม่ถือเป็นวันลา  

ข้อเสนอการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม

สืบเนื่องจากการความรุนแรงของปัญหาที่สะสมในในสังคมไทยที่มีทั้งใน ภาพกว้างและลึก    และจากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2549

“คุณธรรมซึ่งเป็นที่ตั้งของความรัก ความสามัคคีที่ทำให้คนไทยเราสามารถร่วมมือร่วมใจกันรักษาและพัฒนาชาติบ้าน เมืองให้เจริญรุ่งเรืองต่อกันไปได้ตลอดรอดฝั่ง ....ประการที่สอง คือ การที่แต่ละคนต่างช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ประสานงาน ประสานประโยชน์กัน ให้งานที่ทำสำเร็จผล ทั้งแก่ตน แก่ผู้อื่นและกับประเทศชาติ”  

และจากพระราชดำรัส เนื่องในโอกาสปีใหม่ ปี 2546 ที่ว่า

“...การให้ ยังเป็นบ่อเกิดแห่งความสุขอีกด้วย กล่าวคือ ผู้ให้ก็มีความสุข มีความอิ่มเอิบใจ ผู้รับก็มีความสุข มีกำลังใจ สังคมส่วนรวม ตลอดถึงประเทศชาติ ก็มีความผาสุก มีความร่มเย็น ในปีใหม่นี้ ข้าพเจ้าจึงปรารถนาอย่างยิ่ง ที่จะเห็นชาวไทย มีความสุขถ้วนหน้ากัน ด้วยการให้ คือ ให้ความรัก ความเมตตากัน ให้น้ำใจไมตรีกัน ให้อภัยไม่ถือโทษ โกรธเคืองกัน ให้การสงเคราะห์ อนุเคราะห์กัน โดยมุ่งดี มุ่งเจริญต่อกัน ด้วยความบริสุทธิ์ และจริงใจ...”  

ประกอบกับคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2544 เห็นชอบปฏิญญาอาสาสมัครไทยและนโยบายการพัฒนางานอาสาสมัคร  และจากการที่มี พลังภาคีของส่วนราชการ ประชาชน องค์กรธุรกิจและองค์การเอกชนจำนวนมากที่พยายามเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการ กับปัญหาสังคมและพัฒนาสังคม แต่ยังขาดระบบในการส่งเสริมสนับสนุนอย่างจริงจัง

คณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ ได้มีการประชุม ครั้งที่ 3/2549 เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2549 เห็นว่าการสร้างสำนึกความรับผิดชอบและการสร้างความเข้มแข็งของหุ้นส่วนทาง สังคมโดยส่งเสริมจิตอาสาผ่านการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคมอย่างเป็นระบบจะ เป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพในการจัดระบบการมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมจากทุก ภาคส่วนจึงให้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ดังนี้

1. กำหนด เรื่อง การให้และการอาสาช่วยเหลือสังคมเป็นวาระแห่งชาติ  
โดยมีเนื้อหาประกอบด้วย

1.1   การรณรงค์จิตสำนึกการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม เช่น
- การรณรงค์เรื่องการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคมในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา ในปี 2550
- การใช้โอกาสวันที่ 21 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติและวันอาสาสมัครไทย วันที่ 5 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันอาสาสมัครสากล รวมทั้งวันที่ 27 ธันวาคม (วันหลังเหตุการณ์สึนามิ) ซึ่งเป็นวันจิตอาสา   เป็นวันจัดกิจกรรมหลักในการรณรงค์สร้างสำนึกการให้และการอาสาช่วยเหลือ สังคม  

1.2  การขับเคลื่อนนโยบายและมาตรการต่าง ๆ
-  มาตรการการเงินการคลัง ได้แก่ การจัดทำแผนแม่บทการเงินการคลังเพื่อสังคมที่เอื้อประโยชน์ต่อการส่งเสริม การให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม การเปิดโอกาสให้องค์การเอกชนได้รับการประกาศเป็นองค์การกุศลสาธารณะเพื่อให้ ได้รับการยกเว้นภาษีเพิ่มมากขึ้น การให้ประชาชนและนิติบุคคลสามารถบริจาคเงินเพื่อนำไปหักลดหย่อนภาษีได้เพิ่ม มากขึ้น
-  มาตรการด้านการศึกษา  ให้พิจารณาเพิ่มหลักสูตรว่าด้วยการให้และการ อาสาช่วยเหลือสังคมในหลักสูตรการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ และหลักสูตรการฝึกวิชาทหารของกระทรวงกลาโหม
- มาตรการในการเอื้อประโยชน์ให้ประชาชน เอกชนและข้าราชการเข้ามามีส่วนร่วมในงานอาสาสมัคร โดยการเปิดพื้นที่ให้อาสาสมัครเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานร่วมกับรัฐ   การให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐลาไปทำงานอาสาสมัครโดยไม่ถือเป็นวัน ลา  การให้พนักงานเอกชนลาไปทำงานอาสาสมัครโดยการกำหนดมาตรการจูงใจให้สถาน ประกอบการอนุญาตให้พนักงานเอกชนสามารถลาไปปฏิบัติงานอาสาสมัคร เช่น การเอาวันลาของพนักงานมาเป็นแรงจูงใจในการลดหย่อนภาษี รวมทั้งการส่งเสริมความร่วมมือในเรื่องการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคมกับ องค์การระหว่างประเทศและในเวทีการประชุมระหว่างประเทศ

1.3 การพัฒนากลไกการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม  เช่น การจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมการให้และอาสาสมัคร ในกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  เพื่อเชื่อมประสานข้อมูล ระหว่างผู้ให้และผู้รับ การพัฒนาเครือข่ายและศักยภาพอาสาสมัครและองค์กรอาสาสมัคร รวมทั้งการส่งเสริมงานอาสาสมัครในภาวะวิกฤต
                    
2.  ประกาศให้ปี พ.ศ. 2550  ซึ่งตรงกับวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา เป็นปีแห่งการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม
                      
3.  ขอความร่วมมือให้หน่วยงานต่าง ๆ จัดกิจกรรมเพื่อตอบสนองต่อวาระแห่งชาติในเรื่องการให้และการอาสาช่วยเหลือ สังคม รวมทั้งปีแห่งการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม   โดยให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นหน่วยงานหลักในการ ประสานงานและส่งเสริมการดำเนินงานดังกล่าว

รัฐบาลตีฆ้องประกาศ จิตอาสา เป็นวาระแห่งชาติ

รัฐบาลตีฆ้องประกาศ “จิตอาสา” เป็นวาระแห่งชาติ  เชื่อเป็นหนทางแก้ปัญหาประเทศ ตามแนวพระราชดำริ  พบคนไทยร่วมเป็นอาสาสมัครแล้วกว่า 9 ล้านคน งานวิจัยยุโรปชี้ จิตอาสาสร้างสังคมที่ยั่งยืน ชวนประชาชน ราชการ หน่วยงานเอกชน ทำความดีผ่านจิตอาสา โครงการ “8 ล้านการให้ 8 พันโครงการ 8 พันวันลา เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา ” ตั้งเป้าชวนให้ 8 ล้านคน 8 ล้านโครงการ 8 พันวันลา ถวายเป็นพระราชกุศล   

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า จากที่รัฐบาลให้ความสำคัญในเรื่องการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม เนื่องในปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550  และได้มีมติของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่  30 มกราคม ที่ผ่านมา ให้การให้และการอาสา เป็นวาระแห่งชาติ  เพราะสังคมไทยในขณะนี้เกิดปัญหาสะสมในทั้งภาพกว้างและลึก การแก้ปัญหาจากเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งของประเทศนั้นยากจะประสบความสำเร็จได้ เพราะฉะนั้นคนในสังคมทั้งหมดจึงต้องให้ความร่วมมือรับผิดชอบร่วมกันเพื่อให้สังคมยั่งยืนอย่างแท้จริง

“การให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม ถือเป็นวาระแห่งชาติ เป็นเรื่องดีอย่างยิ่งที่ในโอกาสปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 จะมีการส่งเสริมให้ประชาชนและภาครัฐทั้งหลายร่วมมือกันทำให้เป็นปีแห่งการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม ตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ”นายไพบูลย์ กล่าว

นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า จากการสำรวจพบว่า ปี 2549 มีจำนวนอาสาสมัครในภาครัฐกว่า 2 ล้านคน ภาคเอกชนกว่า 7  ล้านคนและอาสาสมัครไม่เป็นทางการอีกจำนวนมากจากองค์กรภาคประชาสังคมนับหมื่นองค์กรทั่วประเทศ หลังเหตุการณ์ภัยพิบัติสึนามิและการตื่นตัวของภาคธุรกิจในกระแสความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) จำนวนอาสาสมัครในทุกภาคส่วนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในสองสามปีนี้ ในปี 2547 มียอดเงินบริจาคบุคคลธรรมถึง 3,400 ล้านบาทให้กับสังคม มีการบริจาคเลือดกว่า 2 แสนรายในปี 2546 และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  และจากการที่รัฐบาลประกาศ ให้เรื่องจิตอาสาเป็นวาระแห่งชาติ  จึงมีมติครม. อนุญาตให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติงานอาสาสมัครโดยไม่ถือเป็นวันลาและให้ถือเป็นวันปฏิบัติราชการ ได้ไม่เกิน 5 วันทำการต่อปี และเชิญชวนภาคเอกชนให้พนักงานลาไปปฏิบัติงานอาสาสมัคร เชื่อว่าจะทำให้ทุกคนสามารถทำงานเรื่องการอาสาได้มากขึ้น

“แนวโน้มอาสาสมัครแต่ละสังกัดที่เพิ่มขึ้น พบว่า มีผู้ที่เกษียณอายุและกลางคนเข้ามาร่วมจำนวนมาก ตามมาด้วยวัยรุ่น คนรุ่นใหม่ โดยงานอาสาสมัคร อปพร.มีกลุ่มคนรุ่นใหม่การศึกษาระดับอุดมศึกษาเข้าร่วมมากสุด และยังพบว่า อาสาสมัครสาธารณสุข มีแนวโน้มชัดเจนว่าผู้หญิงเข้ามาร่วมเป็น อสม. มากขึ้น โดยมีอสม.ที่เป็นเพศชาย29.93 % และเพศหญิง  69.66 % เปลี่ยนแปลงจากเดิมที่มี อสม. ชายหนึ่งคนต่อ อสม.หญิง 1.7553 คนในปี พ.ศ. 2536 มาเป็นอสม. ชายหนึ่งคนต่อ อสม.หญิง 2.3410 คนในปี 2549” นายไพบูลย์ กล่าว

นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า งานวิจัยปี 2538 ในเรื่องปริมาณและมูลค่าทางเศรษฐกิจต่องานอาสาสมัคร ในประเทศ 4 กลุ่มประกอบไปด้วยยุโรปตะวันตก กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ยุโรปตะวันออกและประเทศแถบละตินอเมริกาทำให้เห็นว่าอาสาสมัครมีความสำคัญต่อภาครัฐนั้นเพราะอาสาสมัครช่วยสร้างสังคมอย่างยั่งยืนผ่านการมีส่วนร่วมและเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบริการภาครัฐ หลายภารกิจที่ไม่สามารถทำได้โดยภาครัฐฝ่ายเดียวสามารถสำเร็จลุล่วงได้ด้วยการร่วมกันเป็นทีมกับอาสาสมัครและ อาสาสมัครช่วยนำบุคคลที่ถูกแบ่งแยกออกไปจากสังคมให้กลับเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับกลุ่ม เช่น คนตกงาน หรือกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ได้เข้ามาเป็นอาสาสมัครเพื่อฝึกทักษะสำหรับงานที่มีรายได้ หรือคนเกษียณอายุได้รู้สึกว่าตัวเองยังมีบทบาทอยู่ในสังคม

นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า เนื่องในปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา เพื่อให้ประชาชนและหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐบาลและเอกชนมีส่วนร่วมดำเนินงานตามวาระแห่งชาติว่าด้วยเรื่องการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม ในโครงการ “8 ล้านการให้ 8 พันโครงการ 8 พันวันลา เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา” โดยจะมีกิจกรรมสำหรับ ภาคประชาชน คือ “8 ล้านการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม” โดยมีเป้าหมาย 8  ล้านคน 8  ล้านการให้   หน่วยงานต่างๆ ก็มีกิจกรรม  “หนึ่งหน่วยงานหนึ่งโครงการการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม”โดยมีเป้าหมาย  8  พันโครงการ ในส่วนของข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐและพนักงานเอกชน  ก็มีกิจกรรม“ลาไปเป็นอาสาสมัคร”มีเป้าหมาย 8  พันวันลา โดยสามารถร่วมส่งบันทึกการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม ผ่านไปรษณียบัตรหรือเว็บไซต์คนใจดี  www.konjaidee.org

นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า วาระแห่งชาตินี้ถือได้ว่าเป็นนิมิตรหมายอันดีในการขับเคลื่อนงานจิตอาสาผ่านการให้และอาสาสมัคร ซึ่งจะสำเร็จไม่ได้ถ้าขาดการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วนในสังคมทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมและประชาชนในการทำความดีได้ง่ายๆใกล้ๆตัว สังคมไม่ทอดทิ้งกัน และยังเป็นการปฎิบัติบูชาสืบเนื่องจากการทำความดี 60 ปีแห่งการครองราชย์สู่ 80 พรรษามหามงคลนี้อย่างเป็นรูปธรรม ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ส่งเสริมการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม (ศกอส.) 02-306-8951-2 โทรสาร 02-3068952

วาระแห่งชาติ การให้และการอาสาเพื่อสังคม

เมื่อวันที่ 30 มกราคมปีนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติว่า "การให้และการอาสาช่วยเหลือสังคมเป็นวาระแห่งชาติ" ซึ่งมีประเด็นหลักๆ เพื่อส่งเสริมและผลักดันความดีที่เป็นรูปธรรมให้เกิดขึ้นเต็มแผ่นดิน โดยทุกภาคส่วนร่วมกัน ทุกภาคส่วนนี้มีทั้งภาครัฐ ภาคสังคม และภาคธุรกิจ ภาครัฐกำลังปรับมาตรการต่างๆ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาการให้และงานอาสาสมัครเพิ่มมากขึ้น รูปธรรมแรกที่เห็นชัดเจนขึ้น เช่น การอนุญาตให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐลาไปทำงานอาสาสมัครโดยไม่ถือเป็นวันลาได้ 5 วันทำการ นั่นหมายถึงการเปิดโอกาสให้คนของรัฐเองได้สัมผัสกับการให้และอาสาช่วยเหลือผู้อื่นด้วยตัวเองเพิ่มขึ้น

ในขณะเดียวกัน ก็เชิญชวนให้ทุกภาคส่วนทำเช่นเดียวกัน นับเป็นโอกาสอันดีสำหรับพวกเราในภาคธุรกิจ ที่จะได้ร่วมมือกันทำดีให้เห็นชัดขึ้น และมากันได้ง่ายๆ เป็นรูปธรรม วิธีหนึ่งที่เลียนแบบนโยบายราชการได้ง่ายๆ คือ เราอาจอนุญาตให้พนักงานไปทำงานอาสาสมัครได้ 5 วัน โดยพนักงานยังได้รับค่าจ้างเหมือนปกติ ในแง่มุมของบริษัทนี่ก็เป็น "การให้" จากบริษัทเช่นกัน โดยสละเวลาของพนักงานให้ไปทำประโยชน์แก่สังคม นึกภาพง่ายๆ ว่า ถ้าทุกบริษัทมีนโยบายนี้ให้พนักงานไปร่วมทำงานอาสาสมัคร หรือมีโครงการช่วยเหลือส้งคมเพียงบริษัทละ 1 โครงการ แผ่นดินไทยจะสงบสุขมากขึ้นแค่ไหน

เวลาเราคุยกันเรื่อง "จิตอาสา" หรือการให้และอาสาช่วยเหลือสังคม เราอาจดูเหมือนเป็น "ผู้ให้" ซึ่งในทางปฏิบัติจริงแล้ว เราพบว่าผู้ที่ตั้งใจไปให้หรือไปอาสาช่วยเหลือผู้อื่นนั้น แท้ที่จริงเรานั้นได้รับกลับมากันมากมาย ตั้งแต่ความสุขใจที่เราได้ไปทำดี หรือทำสิ่งต่างๆ ให้ผู้อื่น การได้เรียนรู้ชีวิตที่เพิ่มขึ้นมากกว่าการทำงานในแต่ละวันของพวกเรา การได้สังคมที่น่าอยู่ขึ้นของเราเอง ฯลฯ ซึ่งเมื่อมองในแง่ของบริษัทแล้ว การเปิดโอกาสให้พนักงานของเราไปทำงานอาสาสมัคร หรือไปทำอะไรเพื่อ "ให้" แก่ผู้อื่นนั้น นอกจากจะได้ช่วยสังคมแล้วยังเป็นเครื่องมือการพัฒนาบุคลากรของเราเป็นอย่างดี ทั้งในด้านการพัฒนาศักยภาพส่วนบุคคล การพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างพนักงาน ฯลฯ ขึ้นอยู่กับการออกแบบกิจกรรม หรือกระบวนการควบคู่ไปกับการช่วยเหลือสังคมต่างๆ นี้ด้วย ซึ่งผู้เขียนเคยเล่าถึงในบทความที่ผ่านๆ มาแล้ว

นอกจากการที่บริษัทจะมีนโยบายให้พนักงานสามารถเป็นอาสาสมัครได้ 5 วันโดยไม่ถือเป็นวันลาแล้ว บริษัทเรายังสามารถบริจาคหรือทำบุญกันได้มากขึ้น ซึ่งก็เป็น "การให้" ในอีกรูปแบบที่ทำได้ไม่ยาก ในทางภาษีนั้นเราสามารถหักลดหย่อนภาษีได้ 2% จากรายได้ทั้งหมดมาเป็นค่าบริจาค แต่จากสถิติที่มีอยู่ในประเทศเราปัจจุบัน บริษัทห้างร้านต่างๆ ส่วนใหญ่ยังบริจาคไม่ถึง 2% ด้วยเหตุผลหลายประการ เป็นต้นว่ามีทางเลือกในการบริจาคที่หักภาษีได้น้อย ซึ่งตอนนี้มีความพยายามเพิ่มองค์กรสาธารณประโยชน์ให้เราเลือกช่วยเหลือได้มากขึ้นกว่า 600 องค์กร (http://www.rd.go.th/publish/29157.0.html) หรือถ้าไม่มั่นใจว่าจะบริจาคเข้าองค์กรใดดี เราอาจจะบริจาคเข้ากองทุน กสค. (กองทุนส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ) ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งเป็นกองทุนกลางใช้ในการช่วยเหลือสังคมก็ได้ (กองบริหารกองทุน กสค. โทร.0-2306-8695)

วาระแห่งชาติการให้และอาสาสมัครนี้ สอดคล้องกับกระแสที่เรียกว่า CSR : Corporate Social Responsibility หรือความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจระดับนานาชาติ หลายองค์กรที่ทำเรื่องดีๆ แก่สังคมอยู่แล้ว อาจช่วยกันเล่าเรื่องดีๆ หรือวิธีให้แก่สังคม ประสบการณ์แบบนี้ไม่เหมือนการทำธุรกิจปกติที่เราทำกัน มีองค์ความรู้เฉพาะอยู่ไม่น้อย แม้ว่าพวกเราจะถนัดเรื่องการบริหารจัดการ แต่โดยส่วนใหญ่มิติของสังคมหรือรายละเอียดที่เราจะไป "ให้" หรือช่วยเหลือสังคมนั้นยังอาจต้องศึกษาเพิ่มกันอีกนิดหน่อย ในส่วนนี้จะใช้หลักการจัดการองค์ความรู้ หรือ knowledge management ที่เราคุ้นเคยก็น่าจะได้

วิธีการจัดการความรู้ให้กับสังคมไปพร้อมๆ กัน วิธีหนึ่งที่พวกเราช่วยกันได้คือ คนที่เคยทำเคยมีประสบการณ์ ในการช่วยเหลือสังคม ไม่ว่าจะเป็นการให้หรือการจัดการอาสาสมัครต่างๆ ช่วยกัน "เล่าเรื่อง" ไม่ว่าจะในเวทีต่างๆ หรือการเขียนเรื่องที่เคยทำมา ไม่ว่าจะเขียนแนววิชาการ วิธีการ แนวคิด หรือแนวปฏิบัติการเช่น เขียนแบบ project management ออกมามี action plan ชัดเจนเพื่อให้คนอื่นทำตามได้ง่ายขึ้น วิธีการทำดี เราคงไม่ต้องมีลิขสิทธิ์ทางปัญญาใช่มั้ยค่ะ ใครพัฒนาอะไรกันไปก็แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันได้ เป็น organizational learning ระดับประเทศร่วมกัน (ให้ขอบเขตองค์กรของเราเป็นประเทศไทยแทน :)

ปีนี้นอกจากจะเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษาแล้ว น่าจะเป็นฤกษ์ดีที่ประชาชนชาวไทยทั้งหมดทุกคนสามารถรวมพลังกันอีกครั้งในการสร้างสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นในบ้านเราอีกครั้ง โดยการร่วมใจกัน "ให้" กัน แบ่งปันใส่ใจกัน หรือ "อาสา" ช่วยเหลือเจือจุนกัน ให้น้ำใจไทยหลั่งไหลชุ่มชื่นขึ้นอีกครั้ง สนใจสอบถามเพิ่มเติมเรื่องการให้และอาสาได้ที่ศูนย์ส่งเสริมการให้ และการอาสาช่วยเหลือสังคม (ศกอส.) โทร.0-2306-8951-2 โทรสาร 0-2306-8952

ที่มา คอลัมน์ การบริหารงานและการจัดการองค์กร  โดย ดร.มิชิตา จำปาเทศ รอดสุทธิ  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3875 (3075)

ข้อเสนอการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม

สืบเนื่องจากการความรุนแรงของปัญหาที่สะสมในในสังคมไทยที่มีทั้งในภาพกว้างและลึก และจากพระราชดารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2549

“คุณธรรมซึ่งเป็นที่ตั้งของความรัก ความสามัคคีที่ทาให้คนไทยเราสามารถร่วมมือร่วมใจกันรักษาและพัฒนาชาติบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองต่อกันไปได้ตลอดรอดฝั่ง ....ประการที่สอง คือ การที่แต่ละคนต่างช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ประสานงาน ประสานประโยชน์กัน ให้งานที่ทาสาเร็จผล ทั้งแก่ตน แก่ผู้อื่นและกับประเทศชาติ” และจากพระราชดารัส เนื่องในโอกาสปีใหม่ ปี 2546 ที่ว่า

“...การให้ ยังเป็นบ่อเกิดแห่งความสุขอีกด้วย กล่าวคือ ผู้ให้ก็มีความสุข มีความอิ่มเอิบใจ ผู้รับก็มีความสุข มีกาลังใจ สังคมส่วนรวม ตลอดถึงประเทศชาติ ก็มีความผาสุก มีความร่มเย็น ในปีใหม่นี้ ข้าพเจ้าจึงปรารถนาอย่างยิ่ง ที่จะเห็นชาวไทย มีความสุขถ้วนหน้ากัน ด้วยการให้ คือ ให้ความรัก ความเมตตากัน ให้น้าใจไมตรีกัน ให้อภัยไม่ถือโทษ โกรธเคืองกัน ให้การสงเคราะห์ อนุเคราะห์กัน โดยมุ่งดี มุ่งเจริญต่อกัน ด้วยความบริสุทธิ์ และจริงใจ...”

ประกอบกับคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2544 เห็นชอบปฏิญญาอาสาสมัครไทยและนโยบายการพัฒนางานอาสาสมัคร และจากการที่มีพลังภาคีของส่วนราชการ ประชาชน องค์กรธุรกิจและองค์การเอกชนจานวนมากที่พยายามเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการกับปัญหาสังคมและพัฒนาสังคม แต่ยังขาดระบบในการส่งเสริมสนับสนุนอย่างจริงจัง

คณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ ได้มีการประชุม ครั้งที่ 3/2549 เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2549 เห็นว่าการสร้างสานึกความรับผิดชอบและการสร้างความเข้มแข็งของหุ้นส่วนทางสังคมโดยส่งเสริมจิตอาสาผ่านการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคมอย่างเป็นระบบจะเป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพในการจัดระบบการมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมจากทุกภาคส่วนจึงให้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ดังนี้

1. กาหนด เรื่อง การให้และการอาสาช่วยเหลือสังคมเป็นวาระแห่งชาติ
โดยมีเนื้อหาประกอบด้วย
1.1 การรณรงค์จิตสานึกการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม เช่น
- การรณรงค์เรื่องการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคมในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา ในปี 2550
- การใช้โอกาสวันที่ 21 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติและวันอาสาสมัครไทย วันที่ 5 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันอาสาสมัครสากล รวมทั้งวันที่ 27 ธันวาคม (วันหลังเหตุการณ์สึนามิ) ซึ่งเป็นวันจิตอาสา เป็นวันจัดกิจกรรมหลักในการรณรงค์สร้างสานึกการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม
1.2 การขับเคลื่อนนโยบายและมาตรการต่าง
- มาตรการการเงินการคลัง ได้แก่ การจัดทาแผนแม่บทการเงินการคลังเพื่อสังคมที่เอื้อประโยชน์ต่อการส่งเสริมการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม การเปิดโอกาสให้องค์การเอกชนได้รับการประกาศเป็นองค์การกุศลสาธารณะเพื่อให้ได้รับการยกเว้นภาษีเพิ่มมากขึ้น การให้ประชาชนและนิติบุคคลสามารถบริจาคเงินเพื่อนาไปหักลดหย่อนภาษีได้เพิ่มมากขึ้น
- มาตรการด้านการศึกษา ให้พิจารณาเพิ่มหลักสูตรว่าด้วยการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคมในหลักสูตรการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ และหลักสูตรการฝึกวิชาทหารของกระทรวงกลาโหม
- มาตรการในการเอื้อประโยชน์ให้ประชาชน เอกชนและข้าราชการเข้ามามีส่วนร่วมในงานอาสาสมัคร โดยการเปิดพื้นที่ให้อาสาสมัครเข้ามามีส่วนร่วมในการทางานร่วมกับรัฐ การให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐลาไปทางานอาสาสมัครโดยไม่ถือเป็นวันลา การให้พนักงานเอกชนลาไปทางานอาสาสมัครโดยการกาหนดมาตรการจูงใจให้สถานประกอบการอนุญาตให้พนักงานเอกชนสามารถลาไปปฏิบัติงานอาสาสมัคร เช่น การเอาวันลาของพนักงานมาเป็นแรงจูงใจในการลดหย่อนภาษี รวมทั้งการส่งเสริมความร่วมมือในเรื่องการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคมกับองค์การระหว่างประเทศและในเวทีการประชุมระหว่างประเทศ
1.3 การพัฒนากลไกการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม เช่น การจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมการให้และอาสาสมัคร ในกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อเชื่อมประสานข้อมูลระหว่างผู้ให้และผู้รับ การพัฒนาเครือข่ายและศักยภาพอาสาสมัครและองค์กรอาสาสมัคร รวมทั้งการส่งเสริมงานอาสาสมัครในภาวะวิกฤต

2. ประกาศให้ปี พ.ศ. 2550 ซึ่งตรงกับวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา เป็นปีแห่งการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม

3. ขอความร่วมมือให้หน่วยงานต่าง ๆ จัดกิจกรรมเพื่อตอบสนองต่อวาระแห่งชาติในเรื่องการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม รวมทั้งปีแห่งการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม โดยให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานและส่งเสริมการดาเนินงานดังกล่าว